วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ประวัติกีฬาว่ายน้ำ

ประวัติ
กีฬาว่ายน้ำ ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะมนุษย์สามารถว่ายน้ำได้ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามชายทะเล แม่น้ำ ลำคลอง และที่ราบลุ่มต่างๆ เช่น พวกเอสซีเรีย อียิปต์ กรีก และโรมัน มีการฝึกหัดว่ายน้ำกันมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล เพราะมีผู้พบภาพวาดเกี่ยวกับการว่ายน้ำในถ้ำบนภูเขาแถบทะเลทรายลิบยาน
การว่ายน้ำในสมัยนั้นเพียงเพื่อให้สามารถว่ายน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ หรือเมื่อเกิดอุทกภัยน้ำท่วมป่าและที่อยู่อาศัยก็สามารถพาตัวไปในที่น้ำท่วมไม่ถึงได้อย่างปลอดภัย
การว่ายน้ำได้มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน แต่มีหลักฐานบันทึกไว้ไม่นานนัก ราล์ฟ โทมัส ให้ชื่อแบบว่ายน้ำที่มนุษย์ใช้ว่ายกันมาตั้งแต่เดิมว่า ฮิวแมน สโตร์ก นอกจากนี้พวกชนชาติสลาฟและพวกสแกนดิเนเวียรู้จักการว่ายน้ำอีกแบบหนึ่ง โดยใช้เท้าเคลื่อนไหวในน้ำคล้ายกบว่ายน้ำ หรือที่เรียกว่าฟล็อกคิกแต่วิธีการเคลื่อนไหวของท่าแบบนี้จะทำให้ว่ายน้ำได้ไม่เร็วนัก
การแข่งขันว่ายน้ำครั้งแรกได้จัดขึ้น วูลวิช บาร์ท ใกล้กับกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2416 การแข่งขันครั้งนั้นมีการแข่งขันเพียงแบบเดียวคือ แบบฟรีสไตล์ โดยผู้ว่ายน้ำแต่ละคนจะว่ายแบบใดก็ได้ ในการแข่งขันครั้งนี้ เจ อาเฮอร์ รัดเจน เป็นผู้ได้รับชัยชนะ โดยเขาได้ว่ายแบบเดียวกับพวกอินเดียแดงในอเมริกาใต้ คือแบบยกแขนกลับเหนือน้ำ ซึ่งเป็นวิธีการว่ายน้ำของเขาได้กลายเป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากจนได้ชื่อว่า ท่าว่ายน้ำแบบทรัดเจน
ประชาชนชาวโลกได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการว่ายน้ำเพิ่มมากขึ้น เมื่อเรือเอก Mathew Webb ได้ว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษจากเมืองโดเวอร์ คาเลียส เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2418 โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 21 ชั่วโมง 45 นาที ด้วยการว่ายแบบกบ (Breast stroke) ข่าวความสำเร็จอันนี้ได้สร้างความพิศวงและตื่นเต้นไปทั่วโลก ต่อมาเด็กชาวอเมริกันชื่อ แกนทูบ เอเดอรี ได้ว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2469 ทำเวลาได้ 14 ชั่วโมง 31 นาที โดยว่ายน้ำแบบท่าวัดวา จะเห็นได้ว่าในชั่วระยะเวลา 50 ปี
การว่ายน้ำได้วิวัฒนาการก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก ถ้าหากได้พิจารณาถึงเวลาของคนทั้งสองที่ทำได้ แบบและวิธีว่ายน้ำได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความเร็วขึ้นเสมอ ในบรรดานักว่ายน้ำทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวแลนเคเชียร์และออสเตรเลีย ได้ดัดแปลงวิธีว่ายน้ำแบบทรัดเจน ซึ่งก็ได้รับผลดีในเวลาต่อมา กล่าวคือ บาร์นีย์ คีแรน ชาวออสเตรเลียและ ที เอส แบ็ตเติร์สบี้ ชาวอังกฤษ ได้ว่ายน้ำแบบที่ปรับปรุงมาจากทรัดเจน เป็นผู้ครองตำแหน่งชนะเลิศของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2449-2415
อเล็กซ์ วิคแฮม ชาวเกาะโซโลมอนเป็นผู้ริเริ่มการว่ายน้ำแบบท่าวัดวาและเป็นผู้ครองตำแหน่งชนะเลิศของโลก ระยะทาง 50 หลา เขาได้กล่าวว่าเด็กโซโลมอนทุกคนว่ายน้ำแบบนี้ทั้งนั้น ต่อมาท่าว่ายน้ำแบบวัดวาจึงเป็นที่นิยมฝึกหัดกันโดยทั่วไป
กีฬาว่ายน้ำได้จัดเข้าไว้ในการแข่งขันโอลิมปิกเมื่อปี พ.ศ. 2436 และได้จัดการแข่งขันมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุดังกล่าวกีฬาว่ายน้ำก็ได้รับความสนใจจากคนทั่วไป และถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก มีการพัฒนากีฬาว่ายน้ำให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นลำดับ โดยมีผู้คิดแบบและประเภทของการว่ายน้ำเพื่อความสนุกสนาน และความตื่นเต้นในการแข่งขันมากขึ้น
สำหรับท่าการว่ายในการแข่งขัน
ท่าผีเสื้อ (อังกฤษ: Butterfly stroke)คือท่าว่ายที่ยากของการที่จะเรียนรู้ท่าว่ายนี้ต้องการกล้ามเนื้อจำนวนมากและข้อต่อและเคลื่อนไหวของไหล่และ ช่วงหลังถึงสะโพก การว่ายน้ำท่านี้ต้องการจังหวะที่ดีของแขนและการเตะขาและจังหวะการหายใจ คือผู้ช่วยซึ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ที่จะว่ายน้ำท่าผีเสื้อ การฝึกฝนและการเรียนรู้ในการหมุนหัวไหล่จะช่วยในการว่ายให้ดีขึ้น ถ้าคุณมีความรู้สึกที่จะดูการว่ายของปลาโลมา, สิ่งนั้นคือท่าว่ายสำหรับคุณ เพราะเมื่อคุณดูนักว่ายน้ำว่ายท่าผีเสื้อ และรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีจินตนาการการว่ายของปลาโลมา นั่นแหละคุณกำลังจะเป็นนักว่ายน้ำท่าผีเสื้อที่ดีในอนาคต

เทคนิค

การเคลื่อนไหวของแขน

ต้องเริ่มการเคลื่อนไหวแขนทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน โดยเหยียดมือทั้งสองออกไปเหนือศีรษะ คล้ายๆกับการพุ้ยน้ำในท่าวัดวา มีข้อแตกต่างจากท่าวัดวาบ้าง คือในท่าผีเสื้อนั้นไม่ต้องบิดหรือม้วนศีรษะขึ้นข้างๆ เพื่อช่วยในการหายใจ และต้องวาดมือไปพร้อมๆกันทั้งสองข้างในจังหวะพุ่งมือ เริ่มด้วยการให้ฝ่ามือทั้งสองข้างคว่ำลงสู่พื้นสระ มืออยู่ห่างกันประมาณช่วงกว้างของไหล่ ลากหรือกวาดมือออกไปด้านข้างลำตัว แล้วกดมือลงโดยไม่มีการหยุดชะงัก ให้ทำติดต่อกันไปเป็นจังหวะเดียว ข้อศอกงอเล็กน้อยเพื่อให้การกดมือลงไปในน้ำเป็นไปได้ดี และยังคงต้องยกข้อศอกขึ้นสูงไว้ก่อนในขณะที่พุ้ยน้ำออกไปด้านหลังลงไปสู่เส้นกลางตัว การพุ้ยน้ำให้ทำท่าทางเหมือนกับการใช้แขนและลำตัวม้วนอยู่เหนือถังน้ำมัน เมื่อสิ้นสุดการม้วนตัวดังกล่าว ก็เข้าสู่ช่วงของการผลักข้อมือหรือการเหยียดแขนออกเต็มที่ โดยมือทั้งสองจะอยู่ข้างๆ ต้นขา การว่ายน้ำท่าผีเสื้อจะใช้แรงจากแขนและหัวไหล่มาก
การกลับเข้าที่ เริ่มด้วยการผ่อนข้อมือและยกข้อศอกพ้นขึ้นจากน้ำ ต้องไม่เกร็งข้อมือและต้องยกข้อศอกขึ้นสูง ต่อจากนั้นค่อยเคลื่อนไหวมือกลับเข้าสู่ท่าเริ่มต้นด้วยการลดข้อมือลงสู่ผิวน้ำและต้องควบคุมแรงด้วยการก้มศีรษะและการเตะเท้าลงด้านล่าง เพื่อช่วยให้แขนกลับเข้าสู่ท่าเริ่มต้นอีกครั้ง มือและแขนจะเคลื่อนที่ลงสู่ผิวน้ำอย่างต่อเนื่องกันตรงตำแหน่งด้านหน้าของไหล่ การพุ่งมือลงน้ำเริ่มที่ปลายนิ้วก่อน

การเคลื่อนไหวของขา

Butterfly stroke.gifButterfly stroke3.gif
การใช้ขาและเท้าให้ทำเหมือนปลาโลมาว่ายน้ำ หรือทำเหมือนการเคลื่อนไหวเฉพาะท่อนหางของมัน คือใช้เท้าคู่เตะพร้อมๆ กัน โดยกระทุ่มขึ้น-ลงในแนวดิ่ง เพื่อให้ลำตัวเคลื่อนที่พุ่งไปข้างหน้า การเตะเท้าจะทำเหมือนกับท่าวัดวา แต่แตกต่างกันตรงที่ต้องเตะเท้าคู่พร้อมๆ กัน จังหวะของการเคลื่อนไหวลำตัวสำคัญมาก เพราะจะส่งผลต่อการเตะเท้าที่ถูกต้อง เริ่มฝึกเคลื่อนไหวขาด้วยการยกสะโพกขึ้น แล้วงอเข่าทั้งสองข้างไปพร้อมกัน การงอเข่าเล็กน้อยเช่นนี้จะทำให้ส้นเท้าตั้งขึ้นไปหาผิวน้ำ ต่อจากนั้นลดสะโพกต่ำลง แล้วเหยียดขาเตะออกไปให้ตึงเต็มที่ ในขั้นสุดท้ายปลายเท้าจะเหยียดตรง การเคลื่อนไหวลำตัวและขาให้สัมพันธ์กันเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะทำให้ว่ายท่าผีเสื้อได้ถูกต้องต่อไป

การหายใจ

การหายใจในท่าผีเสื้อมีความสำคัญต่อท่าทางการว่ายที่ถูกต้องมากที่สุดส่วนหนึ่ง การหายใจเริ่มขึ้นภายหลังที่ได้หายใจออกใต้น้ำไปแล้ว ด้วยการยกศีรษะขึ้นข้างหน้า ในลักษณะของการยื่นคางออกไปตรงๆ แล้วหายใจเข้าในขณะที่ขายังอยู่ในจังหวะของการเตะลงต่ำ และพร้อมๆกันนั้นแขนก็จะเคลื่อนที่เข้าสู่จังหวะการผลักมือขึ้น หลังสิ้นสุดการผลักมืออย่างสมบูรณ์ ศีรษะจะม้วนขึ้นและลง ไม่ใช่ยกขึ้นยกลง การกลับเข้าที่ของแขนในช่วงนี้เป็นการกลับเข้าสู่ขั้นการเตรียมเพื่อการเริ่มต้นใหม่ต่อไป


ท่ากรรเชียง (อังกฤษ: Backstroke) ท่ากรรเชียงเป็นท่าว่ายน้ำที่นิยมกันทั้งในการแข่งขันและในการออกกำลังกายยามว่าง ผู้เริ่มฝึกว่ายน้ำจะมีความรู้สึกว่าตนเองเรียนรู้วิธีการว่ายท่ากรรเชียงได้ง่ายกว่าท่าวัดวา ท่ากบหรือท่าผีเสื้อ ซึ่งเป็นเพราะหน้าไม่ต้องจมอยู่ในน้ำ นอกจากนั้นการลอยตัวหงายว่ายท่ากรรเชียงทำให้หายใจได้สะดวกกว่า ลืมตาได้ง่ายกว่า แต่การว่านน้ำไปข้างหลังซึ่งตามองไม่เห็น ต้องระวังไม่ให้ชนกับตนอื่น ก่อนฝึกท่ากรรเชียงต้องแน่ใจว่าสามารถลอยตัวหงายได้ดี สบายๆไม่เกร็งได้แล้วจึงเริ่มฝึกขั้นต่อไป

เทคนิค

การเคลื่อนไหวของแขน

วาดแขนข้างใดข้างหนึ่งลงในน้ำ ในลักษณะแขนเหยียดตรงเหนือศีรษะจนเกือบเป็นเส้นตรงกับหัวไหล่ นิ้วมือทั้งห้าชิดกัน โดยนิ้วก้อยจะสัมผัสผิวน้ำเป็นอันดับแรกตรงตำแหน่งด้านหลัง ในตำแหน่ง 11 นาฬิกา หรือ 1 นาฬิกา ให้ไหล่ยกเล็กน้อยและหันฝ่ามือออกจากลำตัว ในจุดนี้มือจะกดลงในน้ำลึกประมาณ ๔-๖ นิ้ว ต่อจากนั้นให้พุ้ยน้ำและผลักฝ่ามือกลับเข้ามาที่ขา เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะลง-ขึ้น-ลงเหมือนขว้างน้ำหรือร่อนจานตรงไปยังเท้าด้วยฝ่ามือ เมื่อสิ้นสุดการเคลื่อนไหวแขนในแต่ละครั้งมือจะอยู่ชิดกับขา ฝ่ามือลงสู่พื้นสระ หลังจากผลักมือไปแล้วจะยกขึ้นพ้นน้ำ ขั้นตอนนี้เรียกว่าการกลับเข้าที่ วิธีปฏิบัติอย่างง่ายที่สุดในการดึงแขนกลับเข้าที่คือพยายามเหยียดแขนให้ตรงและยกขึ้นตรงๆ จุดหมุน คือ ข้อต่อหัวไหล่และยกมือขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในอากาศแล้วฝ่ามือจะหมุนออกไปจากลำตัวซึ่งจะทำให้นิ้วก้อยหันลงสู่ผิวน้ำเป็นอันดับแรก เมื่อจะยกแขนขึ้นจากน้ำต้องหันฝ่ามือเข้าหาขาก่อน โดยบิดข้อมือเล็กน้อยให้ฝ่ามืออยู่ข้างขา แล้วยกขึ้นตรงๆ หัวแม่มือจะพ้นน้ำขึ้นมาก่อน ถ้ายกขึ้นในลักษณะคว่ำมือจะเกิดแรงต้านทานกับน้ำ ทำให้ความเร็วลดลงได้ การเคลื่อนไหวแขนมีความสำคัญต่อการเคลื่อนที่ไปข้างหน้ามากกว่าการเคลื่อนไหวขา

การเคลื่อนไหวของขา

Backstroke2.gifBackstroke.gif    Backstroke3.gif

การเตะสลับเท้าได้คงที่สม่ำเสมอเป็นหัวใจของความสำเร็จในการว่ายท่ากรรเชียง ในขณะเคลื่อนไหวเท้า ให้งอเข่าเล็กน้อยในจังหวะที่เตะปลายเท้าขึ้นบน พร้อมกันนั้นปลายเท้าต้องชี้ตรง ไม่เกร็งข้อเท้า ขณะเตะสลับเท้าควรจำไว้ว่า ต้องทำน้ำให้เดือดด้วยปลายเท้า ในลักษณะนี้คือการทำน้ำกระจายขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

การหายใจ

หลังจากรู้วิธีเคลื่อนไหวแขนและขาแล้ว ต่อไปก็ควรฝึกการหายใจให้เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอและทำด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย สบายและไม่เกร็ง โดยปฏิบัติ ดังนี้มือทั้งสองอยู่ในตำแหน่งที่ตรงข้ามกันเสมอ เมื่อมือข้างหนึ่งต้องลงสู่น้ำ ในขณะเดียวกันต้องยกปลายเท้าหรือหัวแม่เท้าเตะสลับในลักษณะตีน้ำให้เดือด หายใจเข้า-ออกให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอคงที่ ช้าๆไม่เร่งรีบ จะช่วยให้ฝึกว่ายน้ำท่ากรรเชียงได้ง่ายและดีขึ้นโดยใช้เวลาไม่มาก

ท่ากบ
ท่ากบเป็นท่าที่ ผู้ชื่นขอบการว่ายน้ำเล่นๆ ชอบว่ายมากที่สุด เพราะเป็นท่าที่ดูแล้วเป็นการว่ายที่สบายๆ ไม่ต้องออกแรงมากมายนัก แต่การว่ายท่ากบในการแข่งขันนั้นต้องมีการฝึกฝนและมีความเร็วเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องที่ดูว่าสบายก็คงไม่สบายเสียแล้วการว่ายท่ากบเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะการว่ายให้เร็วและถูกต้องไม่สามารถทำได้ทุกคน ต้องขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อม สมรรถภาพของร่างกาย การที่กล่าวเช่นนี้เพราะการว่ายท่ากบต้องอาศัยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของช่วงล่างตั้งแต่สะโพกจนถึงข้อเท้า อีกทั้งมีโครงสร้างร่างกายที่เหมาะสม เช่น ข้อเท้าและข้อพับที่หัวเข่าต้องมีความยืดหยุ่นและมีความแข็งแรงสูง จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ จะทำให้ท่ากบไม่ดีเท่าที่ควร คือ ขาดพลังที่จะส่งตัวไปข้างหน้า การว่ายท่ากบแบบใหม่ที่เรียกกันว่าแบบ " ลูกคลื่น" นั้นเป็นการว่ายแบบยกสะโพกคล้ายกับการยก สะโพกของท่าผีเสื้อ ซึ่งเป็นการถ่ายน้ำหนักตัวให้เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวในการว่าย ด้วยอาศัยการเคลื่อนตัวแบบ " แอร์โร่ ไดนามิก " การใช้ แขน ว่ายท่ากบที่ถูกต้อง ห้ามยกแขนพ้นผิวน้ำ การใช้แขนดึงน้ำต้องดึงพร้อมกันทั้งสองข้างเทคนิคการใช้แขนต้องเหยี่ยดแขนไปข้างหน้าให้สุด มือปะกบติดกันเสียบในระดับผิวน้ำ หลังจากนั้นให้ปาด แขนออกโดยใช่ฝ่ามือกดน้ำในลักษณะเฉียง 45 องศา จากผิวน้ำเทคนิคสำคัญในการดึงน้ำจังหวะที่ 1 ข้อมือต้องกว้างกว่าข้อศอก สองการดึงน้ำจังหวะที่สอง เป็นการล็อกข้อศอกให้อยู่กับที่ โดยให้ฝ่ามือปาดน้ำเข้าหากัน ส่วนการใช้แขนจังหวะสุดท้ายเป็นการรวบข้อศอกเข้าหากันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเหยียดแขนพุ่งไปข้างหน้า การใช้ เท้า จังหวะแรกเป็นการพับเข่า ที่สำคัญต้องไม่เป็นการชักเข่า ส่วนจังหวะที่สอง เป็นการ แบะฝ่าเท้าออกโดยล็อกเข่าให้อยู่กับที่ และในจังหวะสุดท้ายให้ถีบฝ่าเท้าออกพร้อมทั้งรวบฝ่าเท้าเข้าหาปะกบ กันอย่างรวดเร็ว เทคนิคที่สำคัญในการใช้เท้าอยู่ที่จังหวะถีบสุดท้ายต้องมีความเร็วหรืออัตราการเร่งของการใช้เท้าเข้ามาเกี่ยวข้องกันด้วย ตำแหน่งของ ลำตัว ในการว่ายท่ากบท่าปกติจะเอียงประมาณ 15 องศา จากผิวน้ำ แต่การว่ายท่ากบแบบลูกคลื่นหรือแบบใหม่นี้ ตำแหน่งลำตัวค่อนข้างจะขนานกับผิวน้ำ โดยอาศัยการถ่ายน้ำหนักเช่นเดียว กันกับท่าผีเสื้อ การว่ายท่ากบเป็นท่าที่ว่ายช้าที่สุดในบรรดาท่าว่ายทุกท่าหากปฏิบัติตามข้างต้นแล้วก็มิใช่ว่า จะต้องได้รับชัยชนะ แต่เป็นเพียงทำให้การว่ายท่ากบที่ดีขึ้นเพราะว่ายให้ได้ชัยชนะนั้นต้องมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง เช่น การออกตัว การกลับตัว การเข้าเส้นชัยสิ่งต่าง ๆ นี้จะได้มาก็จากผู้ฝึกสอนชี้แนะ และตัวนักกีฬานำไปปฏิบัติและฝึกซ้อมอย่างเคยชินจนชำนาญ

เทคนิค

การเคลื่อนไหวของแขน

 

การพุ้ยน้ำในท่ากบเริ่มด้วยการเหยียดแขนออกไปข้างหน้าให้มืออยู่ต่ำจากระดับผิวน้ำลงมาประมาณ 4-5 นิ้วใช้ฝ่ามือกดพุ้ยน้ำออกด้านข้างให้ลึกลงมาในน้ำแล้ววาดเลยไปข้างหลัง จนกระทั่งเมื่ออยู่ตรงตำแหน่งด้านนอกของข้อศอก (โดยประมาณ) จากนั้นรวบมือทั้งสองข้างเข้ามาด้านในแล้วรวบชิดกันไว้ใต้คางให้ค่อนไปข้างหน้าเล็กน้อย ตรงจุดนี้มือจะพุ่งตรงไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน จนกระทั่งแขนเหยียดตรงสู่การเริ่มต้นใหม่ เหมือนกับการเอามือทั้งสองข้างวาดรูปหัวใจจากห้องบนมาหาห้องล่าง ลองพยายามวาดภาพหัวใจโดยใช้ปลายนิ้วกดออกไปด้านข้าง ลากลงต่ำและลากออกไปทางข้างหลังแล้วรวบมือเข้าหากัน ข้อควรจำ การพุ้ยน้ำตามขั้นตอนต่างๆ ข้างต้น จะต้องทำให้ต่อเนื่องกันหรือเป็นจังหวะเดียวโดยตลอด ไม่หยุดชะงัก ด้วยความเร็วคงที่และพยายามเคลื่อนไหวมือให้เร็วที่สุดในลักษณะวาดรูปหัวใจ

การเคลื่อนไหวของขา

Breaststroke.gif              Breaststroke2.gif            Breaststroke3.gif

การใช้เท้าท่ากบ จะแตกต่างจากท่าอื่นค่อนข้างมาก ขณะเริ่มเตะเท้า ขาทั้งสองต้องเหยียดออกไปอยู่ใต้น้ำ ลึกจากผิวน้ำประมาณ 6 นิ้ว โดยยกส้นเท้าขึ้นก่อน แล้วจึงวาดเท้าออกไปพร้อมๆ กันให้เหมือนรูปพัด หัวแม่เท้าบิดออกด้านข้าง งอเข่า เข่าไม่ชิด ความกว้างระหว่างเข่าทั้งสองข้างไม่มากเกินกว่าความกว้างระหว่างส้นเท้าทั้งสอง เตะเท้าให้เป็นวงกลมไปด้านหลังพร้อมๆกัน โดยให้รู้ว่าได้ใช้ด้านข้างของเท้าถีบน้ำออกไปสิ่งสำคัญที่ต้องจำ คือหลังเตะเท้าพร้อมกันแล้ว ต้องชิดส้นเท้าเข้าหากันเสมอ

การหายใจ

ต้องควบคุมการหายใจในท่ากบไว้ให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอและสัมพันธ์กับแขนและขา โดยฝึกการหายใจเข้าตรงกลางจังหวะที่แขนและขาเคลื่อนไหวในการว่ายแต่ละครั้ง ต้องพยายามหายใจเข้าอย่างเร็ว ในขณะที่มือเคลื่อนที่มาได้ครึ่งหนึ่งของระยะทางพุ้ยน้ำทั้งหมด และจะทำไปพร้อมๆ กันกับลำตัวท่อนบนที่โผล่พ้นจากน้ำขึ้นมา ขณะวาดมือพุ้ยน้ำเป็นวงกลมอยู่ใต้ลำตัว ศีรษะจะลดต่ำลงจนผิวน้ำอยู่ในระดับคิ้วเพื่อให้ลำตัวเหยียดพุ่งไปข้าหน้า ในจุดนี้ต้องเป่าลมออกจากปาก ต้องแน่ใจเสมอว่า การหายใจเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ไม่สะดุดและควบคุมได้โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการพุ่งตัวไปข้างหน้า ไม่มีการหยุดเคลื่อนไหวขณะหายใจ การทรงตัวในช่วงสุดท้ายของการเหยียดตัวออกไปนั้น เป็นช่วงที่หยุดพักได้เล็กน้อย ซึ่งมีผลให้ขาได้หยุดการเตะกวาดน้ำ และเมื่อมือไม่ได้พุ้ยน้ำ ขาต้องเตะน้ำสลับกันไปกับมือเสมอ จึงจะเป็นท่าที่ถูกต้องสมบูรณ์

ท่าฟรีสไตล์
ท่าฟรีสไตล์ คือ การว่ายน้ำที่ไม่จำกัดแบบหรือท่า ในการแข่งขันคุณจะว่ายแบบใดก็ได้ แต่การว่ายฟรีสไตล์เป็นการว่ายที่เร็วที่สุดการว่ายแบบฟรีสไตล์เป็นอย่างไร ? การว่ายท่านี้เป็นการนอนคว่ำลงในน้ำ หมุนแขนของท่านผ่านใต้น้ำและเหนือน้ำอย่างต่อเนื่อง ขาของท่านต้องเตะขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ และหายใจเมื่อท่านหมุนหน้าไปด้านข้าง มีคำพูดที่ว่าการว่ายท่านี้ง่ายมาก แต่มันก็ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่เราจำเป็นต้องรู้


การแข่งขัน

  • ฟรีสไตล์ 50 ม.
  • ฟรีสไตล์ 100 ม.
  • ฟรีสไตล์ 200 ม.
  • ฟรีสไตล์ 400 ม.
  • ฟรีสไตล์ 800 ม.
  • ฟรีสไตล์ 1500 ม.
  • ผลัดฟรีสไตล์ 4×50 ม.
  • ผลัดฟรีสไตล์ 4×100 ม.
  • ผลัดฟรีสไตล์ 4×200 ม.
รูปแบบนอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการผสมในระยะทางต่อไปนี้:
  • เดี่ยวผลัดผสม 100 ม.
  • เดี่ยวผลัดผสม 200 ม.
  • เดี่ยวผลัดผสม 400 ม.
  • ผลัดผสม 4×100 ม.


สระว่ายน้ำในการแข่งขัน



ขนาดสระว่ายน้ำมาตรฐาน
กว้าง 25 เมตร ยาว 50 เมตร มีลู่สำหรับการว่ายทั้งหมด 8 ลู่ แต่ละลู่กว้างประมาณ 7-9 ฟุต

เจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ของการแข่งขันมีหลายตำแหน่ง
  • ผู้ตัดสินชี้ขาด เป็นผู้ควบคุมและมีอำนาจสูงที่สุด โดยจะมอบหมายหน้าที่ และให้คำชี้แนะกับเจ้าหน้าที่ต่างๆ จะต้องตัดสินปัญหาทุกชนิดการตัดสินขั้นสุดท้ายถือเป็นสิ้นสุดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
  • ผู้ปล่อยตัว มีอำนาจควบคุมการแข่งขันอย่างเต็มที่ เมื่อได้รับสัญญาณมือจากผู้ตัดสินชี้ขาด การปล่อยตัวแต่ละรายการผู้ปล่อยตัวจะอยู่หางจากสระ 5 เมตร
  • ผู้รับรายงานตัว ต้องเตรียมกรอกรายชื่อนักว่ายน้ำลงในแบบฟอร์มแต่ละรายการก่อนการแข่งขัน
  • หัวหน้ากรรมการดูการกลับตัว ดูแลว่าเจ้าหน้าที่ดูการกลับตัวทุกคน ทำหน้าที่ในการแข่งขันเป็นอย่างดี เมื่อพบเห็นว่ามีการทำผิดกติกาจะต้องแจ้งให้ผู้ตัดสินชี้ขาดทราบทันที่
  • กรรมการดูการกลับตัว ต้องดูแลและเตือนเมื่อนักว่ายน้ำในลู่ของตนว่ายเข้ามาเหลือระยะทางอีก 5 เมตร
  • กรรมการดูการฟาวล์ ต้องเป็นผู้เข้าใจในกติกาเป็นอย่างดี และจะต้องช่วยดูการกลับตัวจากผู้ช่วยกรรมการกลับตัว และจะต้องทำการบันทึกการทำผิดกติกาของแต่ละลู่ ให้ต่อผู้ตัดสินชี้ขาด
  • หัวหน้าผู้จับเวลา ต้องเก็บรวบรวมแบบฟอร์มบันทึกเวลาของกรรมการจับเวลาทุกคน ในกรณีที่นาฬิกาจับเวลาไม่สามารถจับเวลาได้ หัวหน้าผู้จับเวลาอาจทำการตรวจสอบนาฬิกาเรือนนั้น
  • กรรมการจับเวลา นาฬิกา แต่ละเรือนจะต้องได้รับจากคณะกรรมการดำเนินการแข่งขัน จะต้องเดินเวลาเมื่อมีสัญญาณเริ่ม และต้องหยุดเวลาเมื่อผู้เข้าแข่งขันในลู่ว่ายของเขาได้สิ้นสุดการว่ายที่สมบูรณ์
  • หัวหน้ากรรมการเส้นชัย เป็นผู้มอบหมายให้กรรมการเส้นชัยแต่ละคนอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้ และกรรมการเส้นชัยจะรวบรวมข้อมูลลำดับที่ให้หัวหน้ากรรมการเส้นชัย หัวหน้ากรรมการเส้นชัยจะต้องนำส่งผลต่อผู้ตัดสินชี้ขาด และจะต้องบันทึกข้อมูลการแข่งขันที่ใบบันทึกด้วยเครื่องอัตโนมัติ ภายหลังการแข่งขันแต่ละรายการสิ้นสุด
  • กรรมการเส้นชัย มีหน้าที่กดปุ่มสัญญาณเท่านั้นจะต้องไม่ทำหน้าที่ก้าวก่ายการจับเวลาในรายการเดียวกัน
  • เจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขัน รับผิดชอบตรวจสอบผลการแข่งขัน กรรมการทุกคนจะต้องตัดสินใจด้วยตัวของตัวเอง นอกเสียจากว่าปัญหานั้นๆ กติกาได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้ว

ประเภทการแข่งขัน

  • ฟรีสไตล์ 50 เมตร, 100 เมตร, 200 เมตร, 400 เมตร, 800 และ 1,500 เมตร
  • กรรเชียง 50 เมตร, 100 เมตร และ 200 เมตร
  • กบ 50 เมตร, 100 เมตร และ 200 เมตร
  • ผีเสื้อ 50 เมตร, 100 เมตร และ 200 เมตร
  • เดี่ยวผสม 200 เมตร และ 400 เมตร
  • ผลัดฟรีสไตล์ 4 x 100 เมตร และ 4 x 200 เมตร
  • ผลัดผสม 4 x 100 เมตร

6 ความคิดเห็น:

  1. ผมจะเขียนรายงานเว็บนี้ให้เนื้อหาเยอะดี ขอบคุณครับๆ

    ตอบลบ
  2. ผมก็ทำรายงานครับเนื้อหาเยอะดีครับ เฉียบบบบบ ส่งพรุ่งนี้เขียนวันนี้ไม่นอน ดีดๆๆๆๆ

    ตอบลบ